Muang Sing Historical Park - อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ แหล่งโบราณเมืองครุฑ ต.สิงห์ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี

English

ตำนานและนิทานปรัมปรา

เมืองสิงห์จากตำนานและนิทานปรัมปรา

เรื่องราวของเมืองสิงห์ยังปรากฏเป็นตำนานจากคำบอกเล่าของชาวพื้นเมืองที่เกี่ยวกับเมืองสิงห์ และปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งอาจเป็นความพยายามอธิบายเมืองโบราณแห่งนี้ โดยยกเป็นตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับท้าวอู่ทองซึ่งหนีภัยจากท้าวเวชสุวรรณโณ ไปเที่ยวสร้างเมืองหลบซ่อนตามที่ต่างๆ แถบนั้น โดยชื่อเมืองจะอธิบายโบราณสถานแห่งนั้นตามแนวคิดของตนกับสิ่งที่พบเห็นตามโบราณสถานนั้นๆ เช่นชื่อเมืองกลอนโด่ ก็เพราะสภาพโบราณสถานเหลือเพียงซาก ซึ่งผู้เล่าเห็นว่าเป็นกลอนประตูทิ้งอยู่ เมืองครุฑและเมืองสิงห์ ก็น่าจะเป็นประสบการณ์ของผู้เล่า ที่พบรูปครุฑและรูปสิงห์ถูกทิ้งร้างอยู่ที่โบราณสถานแห่งนั้น เรื่องท้าวอู่ทอง ท้าวเวชสุวรรณโณ และเมืองสิงห์ซึ่งเท่าที่มีผู้สอบถามและจดบันทึกไว้มีใจความสำคัญมาเรียบเรียงได้ดังต่อไปนี้

พระฤษีตนหนึ่งอาศัยอยู่ที่เขาสูงงิ้วดำด้านทิศเหนือของจังหวัดนครศรีธรรมราช ฤษีมีลูกศิษย์สองคน คือท้าวอู่ทองกับท้าวเวสสุวรรณโณ ฤษีได้ห้ามศิษย์ทั้งสองลงไปเล่นบริเวณ่อน้ำ ๓ บ่อในเขตหวงห้าม อยู่มาวันหนึ่งพระฤษีไม่อยู่ ท้าวอู่ทองกับท้าวเวชสุวรรณโณหนีไปที่บ่อทั้งสาม ทั้งสองจึงเกิดความคิดอยากจะลงไปในบ่อและตกลงกันว่า ถ้าใครลงไปในบ่อ คนที่อยู่ข้างบนต้องฉุดขึ้นมา ครั้งตกลงกันเสร็จแล้ว ท้าวอู่ทองจึงลงไปก่อนในบ่อเงินและบ่อทอง จนบ่อทั้งสองแห้งหมด ท้าวเวชสุวรรณโณจึงฉุดท้าวอู่ทองขึ้นมา คราวนี้ท้าวเวชสุวรรณโณจะต้องลงไปบ้าง ซึ่งเหลือบ่อน้ำกรดเป็นบ่อสุดท้าย และท้าวเวชสุวรรณโณลงไปในบ่อน้ำกรด เมื่อท้าวเวชสุวรรณโณลงไปแทนที่น้ำกรดจะแห้งเหมือนบ่อเงิน บ่อทอง กลับปรากฏว่าร่างของท้าวเวชสุวรรณโณถูกน้ำกรดกัดจนกร่อนละลาย ท้าวอู่ทองเห็นดังนั้นก็ตกใจ ไม่ฉุดท้าวเวชสุวรรณโณขึ้นมาจากบ่อน้ำกรดและตนเองก็หลบหนีไป

เมื่อพระฤษีกลับมาที่พักไม่เห็นลูกศิษย์ทั้งสอง จึงไปดูที่บ่อน้ำทั้งสาม เห็นร่างของท้าวเวชสุวรรณโณถูกน้ำกรดกัดกร่อนเหลือเพียงเล็กน้อย จึงช่วยขึ้นมาจากบ่อน้ำกรดแล้วชุบตัวท้าวเวชสุวรรณโณขึ้นมาใหม่ เมื่อท้าวเวชสุวรรณโณได้รับการชุบตัวขึ้นมาใหม่โกรธแค้นท้าวอู่ทอง จึงคิดตามล่าล้างแค้นท้าวอู่ทองให้จงได้

ท้าวอู่ทองเป็นฝ่ายหนี เดินทางก้าวหนึ่งเท่ากับนกเขาเหินหนึ่งครั้ง ส่วนท้าวเวชสุวรรณโณเป็นฝ่ายตามล่านั้น เดินทางก้าวหนึ่งเท่ากับนกเขาเดินหนึ่งก้าว ดังนั้นท้าวอู่ทองจึงมีเวลาหนีไปได้ไกลและสามารถสร้างเมืองครอบครองได้ แต่ทว่าท้าวเวชสุวรรณโณก็ไม่ละความพยายามที่จะติดตามและมาทันทุกครั้งที่ท้าวอู่ทองหยุดสร้างเมือง ท้าวอู่ทองมุ่งหน้ามาทางทิศเหนือ มาสร้างเมืองครั้งแรกที่สระ ๔ มุม แต่สามารถสร้างได้เพียงสระเท่านั้นยังไม่ทันสร้างเมือง ท้าวเวชสุวรรณโณก็ตามมาทัน ท้าวอู่ทองจึงต้องหนีไปสร้างเมืองขึ้นอีกเรียกว่า เมืองครุฑ ท้าวเวชสุวรรณโณก็ตามมาทันอีก ท้าวอู่ทองจึงต้องหนีจากเมืองครุฑมาสร้างเมืองสิงห์และสามารถสร้างได้สำเร็จ มีการสร้างกำแพงป้องกันอยางแน่นหนาเพื่อป้องกันท้าวเวชสุวรรณโณ และสร้างกำแพงดินล้อมรอบกำแพงเมือง ๗ ชั้น จึงสร้างกำแพงเมืองซึ่งด้านนอกก่อด้วยศิลาแลง สร้างกำแพงแก้วล้อมรอบตัวปราสาทอีกชั้นหนึ่ง ยากที่ท้าวเวชสุวรรณโณ จะตามเข้าไปข้างในได้ ท้าวอู่ทองได้จัดเวรยามคอยเฝ้าอย่างแน่นหนา และปิดประตูเมืองไม่ให้ใครเข้าออก

เมื่อท้าวเวชสุวรรณโณตามมาทันไม่อาจจะเข้าไปภายในเมืองได้ เพราะมีทั้งกำแพงเมืองและทหารคอยเฝ้าอยู่อย่างแข็งแรง จึงได้แปลงกายเป็นลูกวัวเดินร้องอยู่ที่หน้าประตูเมือง ท้าวอู่ทองไม่ทราบว่าลูกวัวนี้คือท้าวเวชสุวรรณโณซึ่งแปลงตัวมา จึงให้นำลูกวัวเข้ามาเลี้ยงไว้ในเมือง ท้าวเวชสุวรรณโณได้โอกาสจึงจับทหารของท้าวอู่ทองกินทีละคนเป็นประจำทุกวันจนเกือบหมด

ท้าวอู่ทองเกิดความสงสัยว่าลูกวัวที่นำมาเลี้ยงนี้คงจะเป็นใครไม่ได้นอกจากท้าวเวชสุวรรณโณ จึงคิดหนีออกจากเมืองทางด้านกำแพงขาด ไปพร้อมทั้งหีบและโซ่ เมื่อไปถึงวังหีบท้าวอู่ทองก็ลงไปในหีบที่นำมา เอาโซ่มัดหย่อนลงน้ำ แต่ท้าวเวชสุวรรณโณก็ตามมาทัน เท้าไปสะดุดโซ่ที่มัดหีบไว้ จึงสาวโซ่ขึ้นมา เมื่อเปิดหีบดูเห็นท้าวอู่ทองอยู่ในหีบนั้น จึงจับกินจนหายแค้น